อาการปวดเมื่อยตามร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดคอ บ่า ไหล่ หรืออาการปวดหลัง มักเป็นสิ่งที่เราพบเจอได้เป็นประจำในชีวิตประจำวัน หลายคนเลือกที่จะแก้ปัญหาเบื้องต้นด้วยการพักผ่อน รับประทานยาแก้ปวด หรือแม้แต่การเปิดคลิปวิดีโอทำกายภาพบำบัดด้วยตัวเองที่บ้าน โดยเข้าใจว่าวิธีเหล่านี้เพียงพอที่จะทำให้อาการต่างๆ หายได้
ในความเป็นจริงแล้ว แม้การดูแลตัวเองเบื้องต้นจะมีประโยชน์ แต่หากเผชิญกับกลุ่มอาการบางประเภทการฝืนรักษาด้วยตัวเองอาจทำให้อาการที่เป็นอยู่ลุกลามและรักษาได้ยากขึ้น การทำความเข้าใจสัญญาณเตือนจากร่างกายที่จำเป็นต้องอาศัยความเชี่ยวชาญจากนักกายภาพบำบัดอย่างเร่งด่วน จึงเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันความเสียหายระยะยาวต่อระบบกระดูก กล้ามเนื้อ และเส้นประสาท
คลายความเข้าใจผิด: ทำไมการทำกายภาพบำบัดด้วยตัวเองที่บ้านจึงไม่เพียงพอเสมอไป
ความเข้าใจที่ว่าการบริหารร่างกายตามคลิปต่างๆ สามารถรักษาอาการปวดได้ทุกชนิด ถือเป็นความเชื่อที่คลาดเคลื่อนที่อาจสร้างปัญหาตามมา เนื่องจากสาเหตุของอาการปวดในแต่ละบุคคลมีความซับซ้อนแตกต่างกัน
- การวินิจฉัยที่ไม่แม่นยำ อาการปวดหลังหรือปวดคออาจไม่ได้เกิดจากกล้ามเนื้ออักเสบธรรมดา แต่อาจเกิดจากหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ข้อต่อเคลื่อน หรือความผิดปกติของโครงสร้างกระดูก ซึ่งหากบริหารผิดท่าอาจไปกระตุ้นให้อาการแย่ลง
- ระดับความรุนแรงที่ไม่เท่ากัน ท่าบริหารทั่วไปถูกออกแบบมาสำหรับคนหมู่มาก แต่ร่างกายของผู้ป่วยแต่ละคนมีข้อจำกัดและระยะของโรคที่ไม่เหมือนกัน การยืดเหยียดที่รุนแรงเกินไปในผู้ป่วยบางรายอาจทำให้เนื้อเยื่อฉีกขาดเพิ่มขึ้น
- ขาดเครื่องมือเฉพาะทาง คลินิกกายภาพบำบัดหรือศูนย์ฟื้นฟูมีเครื่องมือแพทย์เชิงลึก เช่น เครื่องมือลดปวดด้วยคลื่นกระแทก เลเซอร์กำลังสูง หรืออุปกรณ์พยุงเฉพาะจุด ซึ่งไม่อาจหาได้จากการบริหารเองที่บ้าน
สัญญาณเตือนภัย 5 อาการที่ต้องรีบพบนักกายภาพบำบัด
ร่างกายมักส่งสัญญาณเตือนเมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้น หากคุณพบอาการเหล่านี้ร่วมด้วยไม่ควรปล่อยทิ้งไว้เด็ดขาด
- อาการปวดร้าวลงแขนหรือลงขา หากมีอาการปวด ชา หรือรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าวิ่งจากคอลงไปที่แขน หรือจากหลังร้าวลงไปที่ขา นี่คือสัญญาณเตือนของภาวะเส้นประสาทถูกกดทับ ซึ่งอันตรายมากหากปล่อยไว้จนกล้ามเนื้อฝ่อลีบ
- อาการปวดเรื้อรังที่ไม่ดีขึ้นหลังพักผ่อน อาการปวดที่ยังคงอยู่ต่อเนื่องยาวนานเกิน 2 สัปดาห์ แม้ว่าจะนอนพัก รับประทานยาหรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้ว แต่อาการไม่ทุเลาหรือมีแนวโน้มปวดรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
- สูญเสียการควบคุมการทรงตัวหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง รู้สึกว่าขาไม่มีแรง เดินเซ ขาสั่น หรือถือของแล้วร่วงหล่นบ่อยครั้ง แสดงว่าระบบประสาทและกล้ามเนื้อเริ่มสูญเสียการทำงานที่สัมพันธ์กัน
- อาการปวดที่รบกวนการนอนหลับ หากความเจ็บปวดรุนแรงจนตื่นขึ้นมากลางดึก หรือไม่สามารถหาท่านอนที่สบายได้เลย อาการปวดระดับนี้จัดอยู่ในกลุ่มที่ต้องได้รับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญทันที
- อาการปวดหลังหรือข้อต่อร่วมกับมีไข้ น้ำหนักลด หรืออุบัติเหตุรุนแรง กรณีนี้อาจไม่ใช่แค่กล้ามเนื้ออักเสบธรรมดา แต่อาจมีภาวะแทรกซ้อนทางโรคกระดูกหรือการติดเชื้อที่ต้องพบแพทย์ร่วมกับการทำกายภาพบำบัดเฉพาะทาง
สิ่งที่ควรทำและควรหลีกเลี่ยงเมื่อเริ่มมีอาการปวด
-
สิ่งที่ควรทำ สังเกตลักษณะความเจ็บปวด บันทึกช่วงเวลาที่อาการกำเริบ หลีกเลี่ยงท่าทางที่กระตุ้นให้ปวดมากขึ้น และรีบเข้ารับการตรวจประเมินโครงสร้างร่างกายจากนักกายภาพบำบัดเพื่อหาต้นตอของปัญหาอย่างแท้จริง
-
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง การซื้อยาคลายกล้ามเนื้อหรือยาแก้ปวดทานติดต่อกันเป็นเวลานานเพื่อกดอาการไว้โดยไม่รักษาที่ต้นเหตุ และการฝืนนวดแผนไทยอย่างรุนแรงในจุดที่มีอาการปวดเฉียบพลันหรือมีภาวะกระดูกสันหลังเสื่อม
ดูแลและฟื้นฟูอย่างมั่นใจภายใต้มาตรฐานวิชาชีพ
การปล่อยให้อาการปวดเรื้อรังกลายเป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตไม่ใช่ทางออกที่ดี การเข้ารับคำปรึกษาและรับการรักษาจากนักกายภาพบำบัดจะช่วยให้ได้การรักษาที่ตรงจุด ปลอดภัย และฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว
ชนารักษ์ เนอร์สซิ่งโฮม มีทีมนักกายภาพบำบัดและพยาบาลวิชาชีพผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้การดูแลตลอด 24 ชั่วโมง มีเครื่องมือทางกายภาพบำบัดที่ทันสมัย พร้อมบริการรถประจำศูนย์กรณีฉุกเฉิน และสภาพแวดล้อมที่สะอาด ปลอดภัย เพื่อช่วยคลายความกังวลและคืนความแข็งแรงให้ร่างกายกลับมาเคลื่อนไหวได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง
ชนารักษ์ เนอร์สซิ่งโฮม ราชบุรี
โทร 032-240339, 095-487-2839, 096-649-6695
ข้อมูลอ้างอิง
- Harvard Medical School. When to see a physical therapist for back and joint pain.
- Johns Hopkins Medicine. Understanding Nerve Compression and Physical Therapy Interventions.
- Mayo Clinic. Chronic pain: When self-care isn't enough and physical therapy is needed.
- คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล. แนวทางการสังเกตอาการปวดกล้ามเนื้อและกระดูกสันหลัง.